ทำงานดีขึ้น…เพราะเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง

22 May ทำงานดีขึ้น…เพราะเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง

หลังจากที่ห่างหายจากการเขียน blog ไปสักพักนึง วันนี้ผู้เขียนก็พร้อมที่จะกลับมาแชร์เรื่องราวสนุกๆ พร้อมข้อคิดสาระให้กับคนวัยทำงาน ผู้เขียนจะขอย้อนเล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองและมีผลเสียที่ติดจนเป็นนิสัยจนถึงวัยทำงานอย่างมาก ย้อนไปเมื่อช่วงเรียนมัธยม ผู้เขียนมักจะไม่ค่อยได้อ่านทบทวนหนังสือเรียน ชอบเก็บมาอ่านในเวลาใกล้สอบภายหลัง สิ่งที่ไม่ควรทำของผู้เขียนเช่น ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง คิดว่าพรุ่งนี้ค่อยตื่นมาอ่านในตอนเช้า อาศัยว่าเป็นคนความจำดี ถึงได้ทำข้อสอบผ่านมาได้ เป็นอย่างนี้จนเมื่อถึงวัยทำงานนิสัยแบบนี้ก็ค่อยๆเริ่มปรับไปเ��ื่อยๆ เนื่องจากว่า หลังจากที่ห่างหายจากการเขียน blog ไปสักพักนึง วันนี้ผู้เขียนก็พร้อมที่จะกลับมาแชร์เรื่องราวสนุกๆ พร้อมข้อคิดสาระให้กับคนวัยทำงาน ผู้เขียนจะขอย้อนเล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองและมีผลเสียที่ติดจนเป็นนิสัยจนถึงวัยทำงานอย่างมาก ย้อนไปเมื่อช่วงเรียนมัธยม ผู้เขียนมักจะไม่ค่อยได้อ่านทบทวนหนังสือเรียน ชอบเก็บมาอ่านในเวลาใกล้สอบภายหลัง สิ่งที่ไม่ควรทำของผู้เขียนเช่น ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง คิดว่าพรุ่งนี้ค่อยตื่นมาอ่านในตอนเช้า อาศัยว่าเป็นคนความจำดี ถึงได้ทำข้อสอบผ่านมาได้ เป็นอย่างนี้จนเมื่อถึงวัยทำงานนิสัยแบบนี้ก็ค่อยๆเริ่มปรับไปเรื่อยๆ เนื่องจากว่า หากเราสะสมงานที่ค้างไว้มากๆ มันก็จะเป็นการบั่นทอนตัวเอง ทำให้หมดพลังในการทำงานหรือที่เค้าเรียกว่าดินพอกหางหมู (snowball effect) เหตุเพราะงานที่มากนั่นเอง และหากย้อนเวลากลับไปได้จะขอตั้งใจเปลี่ยนพฤติกรรมซะใหม่แต่ความเป็นจริงเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ จึงอยากจะแนะนำหากใครมีโอกาสที่จะแก้ตัวก็จงรีบทำเสียก่อนที่จะสายเกินไป เพราะเวลามักจะไม่เคยคอยใคร แต่เวลาจะมีเสมอให้กับคนที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น

ลองปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ “เทคนิคทำงานดี ไม่มีงานค้าง”

ต้องจัดการกับงานที่สำคัญเร่งด่วนเสียก่อน ส่วนงานที่เหลือก็ค่อยจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ควรจะแบ่งงานแต่ละอย่างให้เป็นสัดส่วนและถ้ามีงานใหม่เข้ามา ก็ควรจะลำดับความสำคัญและทำงานไปทีละอย่าง
อย่าปล่อยงานให้ค้างนานจนเกินไป รีบทำทันทีที่มีงานใหม่เข้ามา ห้ามผลัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด เพราะถ้าคิดว่า เด๋ยวค่อยทำ จะยิ่งทำให้ไม่มีเวลาสะสางงานชิ้นแรก
ไม่ควรนำงานกลับไปทำที่บ้าน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะการเอางานกลับไปทำที่บ้าน ทำให้เสียเวลาในการพักผ่อน และเป็นการทำนอกเวลางาน สิ่งนี้มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และถ้าหากงานที่นำกลับไปทำที่บ้านและทำไม่เสร็จก็จะเป็นงานเพิ่มขึ้นมาอีก
ควรทำงานเป็นทีม อย่าทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ยกเว้นเสียแต่งานนั้นเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง แต่ถ้าคุณเข้าข่ายหวงงาน คุณก็อาจจะทำงานนั้นไม่เสร็จ แบ่งให้คนอื่นทำบ้าง งานจะได้เสร็จเร็วขึ้น
ทุกคนควรที่จะสำรวจตัวเอง ว่าเราเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่งหรือเปล่า หรือ สะสมงานค้างไว้เยอะเกินไปไหม และเมื่อเราพบข้อบกพร่องของตัวเองแล้วก็ควรที่จะปรับพฤติกรรมเสียใหม่ เพราะถ้าหากยังค้างงานไว้มาก ย่อมส่งผลเสียต่อตัวเองและองค์กรที่ทำอยู่อย่างแน่นอน ดั่งสำนวนสุภาษิตภาษาอังกฤษที่ว่า “Never put off till tomorrow what can be done today”

แหล่งข้อมูล: จ๊อบส์ดีบีประเทศไทย

อรณิชา สิรยากร