fbpx

10 เทรนด์เทคโนโลยีประจำปี 2019 จาก Gartner

26 Nov 10 เทรนด์เทคโนโลยีประจำปี 2019 จาก Gartner

 

 

Gartner ได้ออกมาเผยถึง 10 เทรนด์ทางด้านเทคโนโลยีประจำปี 2019 ภายในงาน Gartner Symposium/ITxpt ที่จัดขึ้นในเมือง Orlando เมื่อเดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

 

 

  1. Autonomous Things

บรรดาอุปกรณ์อัจฉริยะ (Intelligent things) ทั้งหลายเช่น หุ่นยนต์ โดรน รถไร้คนขับ จะก้าวไปอีกขั้นในเรื่องของการรวมกลุ่มทำงานร่วมกันผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น เราอาจเห็นโดรนที่ใช้สำรวจในฟาร์มหากพบว่าพืชผลในนั้นพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวก็จะส่งสัญญาณไปยังหุ่นยนต์เก็บเกี่ยวหรือรถเก็บเกี่ยวให้ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ หรือรถส่งของ รับ-ส่งพัสดุไปที่พื้นที่เป้าหมาย โดยมีหุ่นยนต์หรือโดรนคอยกำกับการส่งมอบสุดท้ายจนกว่าจะถึงมือ เป็นต้น สรุปว่า Intelligence things จะทำงานร่วมกันได้อย่างอัติโนมัติ

 

 

  1. Augmented Analytics

Augmented Analytics หรือการทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี Machine Learning (ML) นั้นจะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจได้มีองค์ความรู้ในแง่มุมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดย Gartner ได้ทำนายเอาไว้ว่าภายในปี 2020 จะมีกลุ่ม Citizen Data Scientist เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่าซึ่งสามารถเติมเต็มช่องว่างของ Data Scientist กับ ML ได้ดีขึ้นและจะมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดมากขึ้น

 

 

  1. AI-Driven Development

ในตลาด AI ตอนนี้กำลังขยับไปสู่อีกขั้นที่เมื่อก่อนต้องใช้ Data Scientist มากำหนดอัลกอริธึมและ Application Developer มานั่งเขียนโค้ด คน 2 กลุ่มนี้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ แต่เดี๋ยวนี้ Developer สามารถทำงานได้เอง เพียงแค่กำหนดรูปแบบการทำงานไว้ล่วงหน้าโดยมี AI เข้ามาเสริมเพื่อทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่มันสามารถรับข้อมูลไปพัฒนาและทดสอบได้เองเสร็จสรรพ คล้ายๆกับการใช้ AI ในการพัฒนา Application เพื่อผลิต AI ที่สมบูรณ์แบบภายในตัวเอง ภายในปี 2022 หากมีโครงการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ๆ อย่างน้อย 40 % จะใช้ AI Co-Developer เข้ามาร่วมทำงาน และอีกหน่อยหาก AI ก้าวหน้ามากๆ เร็วๆนี้เราอาจจะเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ใครๆก็สามารถเป็น Application Developer ได้ (Citizen Application Develop) แม้คุณเขียนโค้ดไม่เป็นแต่ก็ร่วมเป็นผู้พัฒนาได้

 

 

  1. Digital Twins

การทำสำเนาสิ่งของ วัตถุ อาคาร หรือเครื่องจักรในรูปแบบดิจิทัล Digital Twin ไม่ได้หมายถึงแค่การสร้างโมเดลจำลองของสิ่งของในรูปแบบ 3 มิติ แต่รวมถึงการบันทึกและเชื่อมต่อข้อมูลสถานะทุกๆอย่างของของสิ่งนั้น เช่น เพื่อตรวจสอบการทำงาน เพื่อคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า เพื่อหาต้นตอของปัญหาและหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาในอนาคต เป็นต้นว่าอีกหน่อยการทำ Digital Twin แบบครบทุกมิติจะเป็นที่นิยมมากขึ้น Gartner ได้ทำนายเอาไว้ว่าภายในปี 2020 อุปกรณ์ Connected Device กว่า 20,000 ล้านชิ้นทั่วโลกจะมีตัวตนแบบ Digital Twin ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์ในแง่ของการติดตามการดำเนินงาน เชื่อมต่อกับทรัพยากรขององค์กรว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งคนและ Supplies ดูว่าควรตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์คาดหวังอย่างไร สรุปคือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทางธุรกิจ รวมทั้งสร้างกระบวนการที่มีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้โดยอัตโนมัติ ต่อยอดไปถึงการใช้งานใน Smart City

 

 

  1. Empowered Edge

Edge หรือขอบเขตในที่นี้หมายถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อโดยผู้ใช้ทุกคนหรือถูกฝังไว้รอบๆตัวเรานั่นเอง Edge Computing ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ Cloud Computing แต่ต่างกันตรงที่ Edge Computing จะย้ายระบบจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลไปไว้ใกล้ๆ กับ Sensor หรือ Endpoint ให้มากขึ้นและทำงานต่างๆ ได้ก่อนส่งข้อมูลขึ้น Cloud ซึ่งช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งรับจาก Edge กับ Cloud ได้อย่างมาก สิ่งนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น และภายใน 5 ปีถัดจากนี้ เทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากก็คือ ชิปประมวลผลสำหรับงานทางด้าน AI โดยเฉพาะ จะมีการเพิ่มชิป AI แบบพิเศษที่มาพร้อมกับพลังการประมวลผลและการจัดเก็บที่สูงขึ้นลงในอุปกรณ์ที่หลากหลายขึ้น และระบบโครงข่าย 5G ครบวงจรที่ขยายขอบเขตประสิทธิภาพการสื่อสาร ลดเวลาแฝง ประหยัดแบนด์วิธ และสามารถเพิ่มจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อได้มากขึ้น

 

 

6. Immersive Experience

เทคโนโลยี Conversational Platform กำลังเปลี่ยนวิถีของผู้คนในการโต้ตอบกับโลกดิจิทัลไปสู่อะไรที่มากกว่าเดิม โดยนำ Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) มาผสานรวมให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ผู้คนจะเข้าไปสัมผัสมากขึ้น นำไปสู่คำใหม่ที่เรียกว่า Immersive Experience ประสบการณ์ที่ได้จากเทคโนโลยีที่สร้างความกลมกลืนระหว่างโลกในความจริงกับโลกจำลองแบบดิจิตอล ที่รวมไว้ซึ่งทุกการปฏิสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นได้จากทุกช่องทางและการสัมผัสรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เสื้อผ้า ยานพาหนะ สิ่งแวดล้อม เกิดเป็นวิธีการสื่อสารและโต้ตอบรูปแบบใหม่ระหว่างผู้ใช้งานกับเทคโนโลยีขึ้น

 

 

  1. Blockchain

Blockchain ระบบฐานข้อมูล (Database) หรือรูปแบบการเก็บข้อมูลแบบหนึ่งที่ไม่มีตัวกลาง แต่มีการปกป้องข้อมูลอย่างดีเยี่ยม บรรจุด้วยข้อมูลที่โปร่งใสไว้ใจได้ แม้ว่าจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อใช้ได้อย่างมั่นใจสำหรับทุกธุรกรรม เพราะสามารถบันทึกและติดตามได้ ตรวจสอบความถูกต้องได้ เรียกดูได้ อย่างไรก็ตาม Gartner ระบุว่าการใช้งาน Blockchain ในปัจจุบันนี้ยังไม่ได้ดึงประสิทธิภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่นอกเหนือไปจากการแปลงกระบวนการทางธุรกิจให้มีความเป็นอัตโนมัติหรือบันทึกสิ่งต่างๆ อย่างน่าเชื่อถือในรูปแบบ Digital ทำให้ไปไม่ถึงคุณค่าที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ และยังเพิ่มปัญหา Vendor Lock-In (การไม่ผูกขาดกับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง) ในอนาคตอีกด้วย

 

 

  1. Smart Spaces

อีกหน่อย Smart Space หรือพื้นที่อัจฉริยะประสบการณ์รูปแบบใหม่ของเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทต่อชีวิตของเรามากขึ้น พื้นที่อัจฉริยะนี้ต่อยอดมาจากเทคโนโลยี Smart City, Digital Workplace, Smart Home และ Connected Factory ผสานผู้คน กระบวนการ บริการ และเครื่องมือ/ อุปกรณ์อัจฉริยะให้กลมกลืนกันมากขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทั้งชีวิตประจำวันและการทำงาน ทุกคนเข้าร่วมได้โดยอัติโนมัติทั้งผู้ใช้ ลูกค้า คนทำงาน พนักงาน ทุกคนในชุมชนนั้นๆ ตัวอย่างเช่น สถานที่ทำงานในอนาคตที่คุณจะอยู่ที่ไหนก็ได้ขอให้มีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับสถานที่ทำงานที่เป็นโรงงานสายการผลิตที่คุณสามารถส่งต่อข้อมูลทำสำเนา เก็บบันทึก แลกเปลี่ยน และไม่ใช่ว่าข้อมูลจะหมุนอยู่เพียงแต่คุณกับที่ทำงานแต่ข้อมูลจะถูกเชื่อมและส่งต่อไปยังเมืองอีกด้วย เพื่อส่งเสริมความเป็น Smart city และมีการทำ Digital Twin เกิดขึ้นด้วย

 

 

  1. Digital Ethics and Privacy

ความท้าทายในปัจจุบันของยุคดิจิทัลคือประเด็นด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวบนโลกดิจิทัลจะได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับบุคคล, องค์กร และภาครัฐ ปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสนใจว่าองค์กรและภาครัฐจะนำข้อมูลของตนเองไปใช้อย่างไร ในขณะที่องค์กรและภาครัฐเองก็ต้องออกมาดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อป้องกันกรณีปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นข้อตกลงในประเด็นด้านจริยธรรมในการใช้งานข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานนั้นเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความไว้วางใจ จะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำในฐานะที่มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรจะทำโดยไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ไข

 

 

  1. Quantum Computing

ถ้าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดใช้เวลาถอดรหัส 1,000 ปี ในขณะที่ Quantum Computing หรือคอมพิวเตอร์เชิงควอนตัมจะใช้เวลาแค่ 3 นาที หากในแง่ประสิทธิภาพของ Quantum Computing ดูเหมือนว่าในวงการการผลิตรถยนต์ การเงิน ยาและเวชภัณฑ์ การทหาร และหน่วยงานวิจัยทั้งหลายจะเป็นกลุ่มที่ควรใช้เทคโนโลยีชนิดนี้มากที่สุด การสร้าง Quantum Computing ใกล้ชัดเจนแล้วเหลือแค่การทำให้ใช้ได้จริง แม้ว่าการนำ Quantum Computing มาใช้งานในเชิงอุตสาหกรรมเริ่มมีความเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมา และเหล่า CIO หรือผู้นำทางด้านระบบ IT ขององค์กรเองก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจในตัวเทคโนโลยีและมองหาวิธีการนำ Quantum Computing มาใช้งานกันมากขึ้น เพื่อที่ว่าเมื่อเทคโนโลยีมีความพร้อมแล้วจะได้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว โดย Gartner คาดว่า Quantum Computing นั้นจะเริ่มใช้งานได้อย่างแพร่หลายภายในปี 2023 – 2025

 

ที่มา: //www.gartner.com

About Matana Wiboonyasake

Digital Marketing Executive | Aware Group ตั้งใจที่จะส่งมอบเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เขียนให้อ่านง่ายและเข้าใจง่าย แม้ผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีมาก่อนก็สามารถศึกษาร่วมกันได้ ยินดีที่จะนำเสนอเรื่องราวน่าสนใจด้านเทคโนโลยี มาร่วมเรียนรู้ด้วยกันนะคะ