มกราคม 8, 2026
คุณค่าภายในของคนทำงาน ในยุค AI ที่วัดทุกอย่างด้วยประสิทธิภาพ
ในยุคที่แทบทุกองค์กรพูดถึง AI Transformation, Reskill Upskill, Efficiency และ Cost Saving จนกลายเป็นภาษากลางของโลกการทำงาน เสียงเหล่านี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกห้องประชุม ทุกแผนกลยุทธ์ และทุกการสื่อสารจากผู้บริหาร แม้เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงจะมุ่งไปที่ความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงเหล่านี้กลับค่อย ๆ กลบความรู้สึกมีคุณค่าของคนทำงานลงอย่างไม่รู้ตัว จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน เราเหลือคุณค่าอะไรอยู่บ้างนอกจากประสิทธิภาพในการทำงาน
AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานแทบทุกด้าน โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ งานที่อาศัยความเร็ว ความแม่นยำ และความอดทน เครื่องจักรและระบบอัจฉริยะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่ามนุษย์อย่างเห็นได้ชัด จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายองค์กรเลือกนำ AI เข้ามาแทนที่แรงงานบางส่วน หรือปรับโครงสร้างงานใหม่เพื่อให้คนไปทำหน้าที่ที่ “มีคุณค่ามากกว่า” ในเชิงธุรกิจ ผลที่ตามมาคือ คนทำงานจำนวนไม่น้อยต้องเร่งพัฒนาทักษะใหม่ เรียนรู้เครื่องมือใหม่ และปรับตัวให้ทันกับความคาดหวังที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ คนทำงานหลายคนเริ่มรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองถูกผูกไว้กับความสามารถในการปรับตัว หากเรียนรู้ไม่ทัน ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น หรือทำงานได้ไม่เร็วพอ ก็อาจถูกมองว่าไม่จำเป็นต่อองค์กรอีกต่อไป ความรู้สึกไม่มั่นคงนี้ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอ แต่เป็นผลโดยตรงจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงเร็วและวัดผลได้ชัดเจนมากขึ้น
เมื่อมองตามความเป็นจริงแล้ว การปรับตัวต่อเทคโนโลยีอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุดสำหรับคนทำงานยุคนี้ เพราะการเรียนรู้ทักษะใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือการปรับใจ การรับมือกับความไม่แน่นอน และการรักษาความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทุกอย่างถูกวัดด้วยตัวเลข ผลลัพธ์ และประสิทธิภาพ คำถามเรื่องคุณค่าความเป็นคนจึงกลายเป็นคำถามที่หลายคนไม่กล้าถาม แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในบริบทนี้ บทบาทของคนที่ดูแลทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรอย่าง HR จึงมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม คำถามไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าองค์กรจะพัฒนาคนให้ทันเทคโนโลยีอย่างไร แต่รวมถึงทำอย่างไรให้คนยังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีความหมาย และไม่ถูกลดทอนเหลือเพียงฟันเฟืองในระบบที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี คำถามสำคัญคือ เราจะช่วยให้คนรู้สึกมั่นคงทางใจได้อย่างไร ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วจนบางครั้งใจตามไม่ทัน
หลายองค์กรเลือกใช้โปรแกรม Rewards & Recognition เพื่อสร้างแรงจูงใจและความรู้สึกมีคุณค่าให้กับพนักงาน การได้รับรางวัล คำชม หรือการยอมรับจากองค์กรย่อมเป็นสิ่งที่ดีและมีความหมาย อย่างไรก็ตาม หากคุณค่าของคนถูกยึดโยงอยู่กับสิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียว ความรู้สึกมั่นคงนั้นอาจไม่ยั่งยืน เมื่อใดก็ตามที่รางวัลหายไป ผลงานไม่โดดเด่น หรือไม่ได้รับการยอมรับในช่วงเวลาหนึ่ง คนอาจรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองลดลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะที่เรียกได้ว่า “ล้มละลายทางจิตใจ” โดยไม่รู้ตัว
ทางออกที่สำคัญจึงไม่ใช่การยกเลิกระบบเหล่านี้ แต่คือการช่วยให้คนตระหนักรู้ถึงคุณค่าภายในของตัวเอง ควบคู่ไปกับการประเมินผลจากภายนอก คุณค่าภายในเป็นสิ่งที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง หน้าที่ หรือผลงานในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นรากฐานทางใจที่ทำให้คนสามารถยืนอยู่ได้ แม้ในวันที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาดหวัง
Virginia Satir นักจิตบำบัดครอบครัวชาวอเมริกัน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นมารดาแห่งจิตบำบัดครอบครัว เสนอแนวคิดที่สำคัญว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมคุณค่าภายในที่เท่าเทียมกัน นั่นคือคุณค่าของความเป็นคน สิ่งที่แตกต่างกันไม่ใช่คุณค่า แต่คือบทบาท หน้าที่ และบริบทของชีวิต คุณค่าภายในนี้ไม่สามารถถูกทำลายได้ด้วยคำดูถูก คำตำหนิ หรือการประเมินจากภายนอก ตราบใดที่เรายังไม่ทำลายมันด้วยการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม หรือเบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์
แนวคิดนี้มีความหมายอย่างยิ่งในยุคที่บทบาทการทำงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คนจำนวนมากต้องเปลี่ยนสายงาน เรียนรู้ทักษะใหม่ หรือยอมรับว่าบทบาทเดิมอาจไม่สำคัญเหมือนที่ผ่านมา หากสามารถแยกคุณค่าความเป็นคนออกจากบทบาทการทำงานได้ คนจะสามารถเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น โดยไม่รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงคือความล้มเหลวของตัวเอง
แม้การเปลี่ยนแปลงในยุค AI จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและอาจทำให้ใจคนสั่นไหว แต่หากคนเราสามารถดูแลจิตใจของตัวเองให้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าภายในได้ เขาจะยังคงสามารถยืนหยัดและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหมาย มีความภาคภูมิใจในบทบาทใหม่ แม้บทบาทนั้นจะไม่เหมือนเดิม และไม่ถูกนิยามด้วยความสำเร็จในแบบเดิมอีกต่อไป
ดังนั้น ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การช่วยให้คนตระหนักรู้ถึงคุณค่าภายในของตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นเรื่องสำคัญมากกว่ายุคไหนที่ผ่านมา เพราะคุณค่าภายในคือสิ่งที่ทำให้คนยังสามารถเรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตอยู่ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุด โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไปตลอดทาง
แล้วคุณล่ะคะ ได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าภายในของตัวเองแล้วหรือยัง?