แค่เสียบสายชาร์จก็อาจถูกแฮ็กข้อมูลและดูดเงินออกจากบัญชีได้ จริงหรือไม่? 

หลายคนอาจได้ยินข่าวเกี่ยวกับสายชาร์จ ที่แค่เสียบก็อาจถูกแฮ็กข้อมูลและดูดเงินออกจากบัญชีได้ เรื่องนี้จริงหรือไม่ เรามีคำตอบค่ะ

ในทางเทคนิคแล้วโลกนี้มีสายชาร์จประเภทนั้นอยู่ และการแฮ็กผ่านทางการติดตั้งเครื่องมือกับสายชาร์จแบบนี้ เรียกว่า Juice-jacking attack (ข้อมูลจาก Techcrunch) แต่เป็นสายชาร์จที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ ใช้งานโดยคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้จริง ๆ และไม่ได้เป็นสิ่งที่ใครก็สามารถหาซื้อหรือนำมาขายได้ในราคาเดียวกันกับท้องตลาด เพราะปัจจุบันราคาขายสายชาร์จแบบนี้อยู่ที่ประมาณ 6,000 -7,000 ต่อสาย ในต่างประเทศมีการทดลองติดตั้งการแฮ็กจากสายชาร์จแต่โอกาสสำเร็จมีน้อยมากเพราะมีรายละเอียดและกระบวนการทำค่อนข้างเยอะ ยาก และสลับซับซ้อน ต้องจัดการการทำงานเพื่อให้มันสามารถเข้าไปฝังอยู่ในมือถือ ติดตาม ควบคุม และตรงไปยังส่วนที่เก็บข้อมูลสำคัญได้

หากถามว่า ณ เวลานี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่แค่เราเสียบสายชาร์จแฮกเกอร์ก็สามารถดูดเงินออกจากบัญชีเราได้ ยังไม่พบว่ามีการใช้สายชาร์จในการดูดเงินในประชาชนทั่วไปทั้งในไทยและต่างประเทศแต่อย่างใด และเมื่อเรายังคงกังวลในเรื่องของความปลอดภัยจากสายชาร์จ ควรพกของส่วนตัว ไม่ใช้บริการจากจุดชาร์จ USB สาธารณะ / ตู้ชาร์จ USB และไม่หยิบยืมใครใช้ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้   

สิ่งที่คุณควรทราบคือ ตอนนี้สายชาร์จอาจทำอะไรเราไม่ได้ แต่ข้อความหลอกลวงหรืออีเมลที่ชักจูงหรือโน้มน้าวให้เรากดลิงก์ที่แนบมาด้วยทางมือถือ เช่น ยินดีด้วย คุณถูกรางวัล / คุณได้รับเงินก้อน ติดต่อเรา / ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันพิเศษที่จะช่วยเพิ่มเงินให้คุณข้อความที่มีเนื้อหาที่ชวนให้เรากดลิงก์เข้าไปอ่าน ดาวน์โหลด หรือกรอกข้อมูลใด ๆ เหล่านี้เสี่ยงกว่ามาก และมีโอกาสสูงที่คุณจะถูกแฮ็กข้อมูล  

ทันทีที่เราหลงเชื่อข้อความหลอกลวงและกดลิงก์แล้ว เครื่องจะถูกติดตามจากมัลแวร์ได้ ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูล รูปภาพ ตำแหน่งที่อยู่ หรือความเคลื่อนไหวต่าง ๆ รวมถึงควบคุมสั่งการใด ๆ จากมือถือของคุณได้ เราจึงขอสรุปเรื่องวิธีที่จะช่วยให้คุณปลอดภัยจากการถูกดูดเงินในบัญชี ดังนี้ 

  1. ข้อความที่โน้มน้าวให้คุณกดลิงก์ที่เราไม่รู้จักผู้ส่ง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการหลอกลวงและมีความเสี่ยง
  2. ไม่คลิกลิงก์ของข้อความใด ๆ จาก SMS LINE อีเมลที่ไม่น่าเชื่อถือ
  3. ไม่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากข้อความ แต่สามารถทำได้ที่ Play Store หรือ App Store เท่านั้น เพราะเป็น Official Store ที่ได้รับการควบคุมและรับรองความปลอดภัยจากผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการโดยเฉพาะ 
  4. 4. อัปเดต Mobile Banking ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ
  5. 5. ไม่ใช้ WiFi บ้านหรือสาธารณะเมื่อต้องทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ
  6. ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือที่ไม่ปลอดภัยมาทำธุรกรรมทางการเงินเช่นเครื่องที่ปลดล็อก (root/ jailbreak) 
  7. การทำธุรกรรมผ่านทางมือถือ ควรทำด้วยตัวเองและมีความรอบคอบ

แน่นอนว่าปัจจุบันโลกแห่งดิจิทัลไปไกลแล้วมาก เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท และอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็มีช่องโหว่ให้เราตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้เช่นกัน ดังนั้นเราต้องใช้ให้เป็นและรู้ให้ทัน และไม่แชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไปให้ผู้อื่น 

อ้างอิงจาก: techcrunch, amarintv, ชัวร์ก่อนแชร์, PPTV และ ธนาคารแห่งประเทศไทย   

Tags

Related articles

Managed vs Outsourced Support ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี

Managed Services และ Outsourced Services มักถูกใช้แทนกัน ทั้งที่จริงๆ ต่างกันทั้งเรื่องความรับผิดชอบ โครงสร้างราคา และรูปแบบความสัมพันธ์ บทความนี้ช่วยให้ IT Director ตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะกับองค์กรได้ง่ายขึ้น

Read more

Application Support คืออะไร ทำไมธุรกิจที่กำลังเติบโตจึงต้องมี

เมื่อทีมทำงานต้องตอบ Ticket แทนสร้าง Product ธุรกิจถึงจุดที่ต้องมีโครงสร้าง L1-L2 Support แล้ว อ่านสัญญาณและวิธีเริ่มต้นที่นี่

Read more

บริการ App Support Services (TH-EN) จาก Aware พร้อมการดูแลครอบคลุมตลอด 24×7

ธุรกิจที่ทำงานข้าม Time Zone และภาษา ต้องการทีม Support ที่ตอบได้ทั้งไทยและอังกฤษตลอดเวลา บทความนี้พาไปดูว่า Bilingual Application Support ของ Aware ช่วยลดภาระทีม IT ภายในได้อย่างไร ทั้งในรูปแบบ Managed และ Outsourcing

Read more
Contact us

Let's Talk Solutions

Don’t face obstacles alone – tell us about your needs. We’ll listen, suggest options, and together build technology to accomplish your goals.

Guaranteed Follow-Up — Within One Business Day

No chasing. No hassle. It’s easy.

Schedule a Free Consultation
General Form