ตุลาคม 29, 2026

สรุป 12 ข้อคิดจาก Aware Dialogues EP.2 Leader x AI: ผู้นำที่ AI แทนไม่ได้

by Matana Wiboonyasake matana.w@aware.co.th

สรุป 12 ข้อคิดจาก Aware Dialogues EP.2 Leader x AI: ผู้นำที่ AI แทนไม่ได้

ผู้นำยุค AI ไม่ได้ต้องเก่งเทคโนโลยีกว่าทุกคนในทีม แต่ต้องทำสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ คือสร้าง trust พาคนเปลี่ยนไปด้วยกัน และดูแลทีมให้รู้สึกปลอดภัยพอจะเรียนรู้สิ่งใหม่

นี่คือข้อสรุปจาก Aware Dialogues EP.2: Leader x AI | ผู้นำที่ AI แทนไม่ได้ ที่มีคุณจิตติยา ธรรมสรณ์ (Group People Development Director ของ Aware Group) ชวนคุณชุติมา สีบำรุงสาสน์ (Founder & CEO ของ Brightnest Studio และอดีต CHRO ของ Microsoft Thailand) คุย ก่อนเปิดเป็น Circle Talk ให้ผู้ร่วมงานแลกมุมมองกันต่อ ในวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

คุณชุวางภาพไว้ตั้งแต่ต้นว่า AI ประมวลผลข้อมูลได้เร็ว แต่คนคือผู้ให้คุณค่าและความหมายกับงานที่ส่งมอบ งานคำนวณ วิเคราะห์ pattern หรือ automation ปล่อยให้เครื่องทำได้เลย ส่วน trust, relationship, empathy และ ethical judgment ยังเป็นงานของคน

แล้วในทางปฏิบัติล่ะ หลายองค์กรเริ่มใช้ AI กันแล้ว แต่สิ่งที่ยังติดอยู่มักไม่ใช่เครื่องมือ ทีมยังไม่เห็นภาพว่าเปลี่ยนไปเพื่ออะไร หัวหน้าบางคนยังรู้สึกว่าต้องรู้มากกว่าลูกน้องถึงจะนำได้ และการทำงานแบบ remote ก็ทำให้คนในทีมห่างกันกว่าที่เคย

เราสรุป 12 ข้อคิดจากวงสนทนาไว้ด้านล่าง ตั้งแต่บทบาทของหัวหน้า การวางลำดับ คน กระบวนการ เทคโนโลยี ไปจนถึงการสื่อสารเมื่อโปรเจกต์ต้องเปลี่ยนเพราะ AI แล้วปิดท้ายด้วย 5 สิ่งที่คุณชุติมาชวนผู้นำลงมือทำจริง มาตามนี้ค่ะ

12 ข้อคิดจากวงสนทนา Aware Dialogues EP.2: Leader x AI | ผู้นำที่ AI แทนไม่ได้

 

1. AI ยังแทนผู้นำ (คน) ไม่ได้ในระดับ DNA

AI เป็น Machine Learning ที่เรียนรู้จากสิ่งที่คนป้อนให้ ส่วนเราเป็น Human Being เป็นคนสร้างและสอน ถ้าเราไม่สอน มันก็ไม่มีวันรู้ สิ่งที่ยังแทนไม่ได้ตอนนี้คือ “DNA ความเป็นมนุษย์” เทคโนโลยีทำได้แค่บางพาร์ทของงาน ไม่ใช่ทั้งระบบ แต่ในอนาคตอาจเปลี่ยนได้ ถ้าสามารถปอก skill (ถอดทักษะมนุษย์) ออกมาเป็นระบบได้ทั้งหมดจริง ๆ ซึ่ง ณ ตอนนี้อาจจะยัง  

  

2. หัวหน้าไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าลูกน้อง

หัวหน้ามักมีภาพจำเก่า ๆ ว่า ต้องเก่งกว่า ต้องมีอายุงานมากกว่าถึงจะนำทีมได้ แต่ในความจริงหัวหน้าไม่ได้มีทุกอย่างที่ครอบคลุมทุกเรื่อง แต่สิ่งที่ต้องทำได้ คือทำให้ความเก่งของลูกน้องสัมฤทธิ์ผล ทำให้คนในทีมเก่งขึ้นได้จริง  

  

3. “AI organization” ยังต้องมีคนเป็นคนขับเคลื่อน

3 เสาหลักของ Transformation จะเกิดขึ้นได้: คน / กระบวนการ / เทค => คน ต้องมี mindset พร้อมเรียนรู้และ adopt สิ่งใหม่ไปใช้ได้จริง จากนั้นต้องมีกระบวนการช่วยเตรียมคนไปถึงเป้าหมายทีละขั้น แล้วเทคถึงจะเดินหน้าต่อได้จริง ซึ่งลำดับนี้สำคัญมาก เพราะถ้าข้ามไปที่เทคก่อนโดยไม่มีคนและกระบวนการรองรับ จะไปได้ไม่ไกล 

 

4. Culture และ Transformation คือ journey

ความต้องการ/ความจำเป็นในการปรับตัวขององค์กรเร็วขึ้นมาก พอความคาดหวังเปลี่ยนไปแล้ว แต่คนไม่เปลี่ยนจะแก้ไม่ได้ culture จึงสำคัญมาก และ Transformation is a journey ที่ทุกคนต้องเกี่ยวข้อง ต้องเรียนรู้และเข้าใจไปพร้อมกัน leader ต้องมาช่วยปรับ mindset และรูปแบบการเรียนรู้ของคนเหล่านั้น เพื่อให้ทุกคนไปในทิศทางเดียวกัน
 

5. การเริ่มต้นของหัวหน้าที่อยากให้ทีมใช้ AI เป็น

หัวหน้ามีอำนาจที่จะ set direction ตอน implement AI ต้องเริ่มจาก 2 เรื่อง: หนึ่ง ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าอยากเปลี่ยนอะไร เพราะอะไร เพื่อให้คนในทีมเชื่อและเห็นจุดหมายร่วมกัน สอง ต้องเช็กว่าทีมพร้อมหรือยัง การใช้ AI ตอนนี้เป็นแบบ garbage-in-garbage-out หรือเปล่า มี critical thinking และ AI literacy พอไหม จากนั้นทุกอย่างต้องมี purpose-driven ที่ชัดเจน

 

6. อย่าแบ่งคนด้วย Generation ให้มองเป็น Individual Inclusion

ต่อเนื่องจากข้อ 4 เมื่อพูดถึงการสื่อสารและสั่งงานที่ชัดเจน Gen Z ถูกยกมาเป็นตัวอย่างว่า เป็นกลุ่มที่ดื้อ ไม่อดทน ทำงานด้วยยาก แต่จริง ๆ แล้วไม่ควรเอาเรื่องอายุหรือกลุ่ม generation มาแบ่งคนในทีม ควรมองเป็น individual inclusion แทน Gen Z ถ้าเราเข้าใจเราจะรู้ว่า เขาเป็น กลุ่มที่มีความชัดเจนในตัวเองมาก เพราะโตมากับการเรียนรู้ด้วยตัวเองเยอะผ่านทางออนไลน์ ดังนั้นเวลาสั่งงานกับน้อง ๆ ต้องให้คำสั่งที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ เพราะพวกเขาเองก็อยากทำงานที่มีความหมายและสร้างสรรค์อะไรให้กับองค์กรได้ เมื่อเขาเข้าใจก็จะมี ownership และทำงานให้เราได้เป็นอย่างดี สุดท้ายเมื่อเราเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของแต่ละคน เราก็สื่อสารกันได้ดีขึ้น


7. Human Touch คือสิ่งที่หายไปในโลกทำงานยุค AI/Remote


HR หลาย ๆ คนเห็นตรงกันว่า สภาพแวดล้อมการทำงานตอนนี้ขาด human touch ทำให้ connection และ bonding ในทีมดูห่างเหินขึ้น ผู้นำต้องรับบทหลักดูแลตรงนี้ เพื่อดึงให้ทุกคนกลับมาทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
– ต้องมี empathy เข้าใจบริบทของคนที่ตัวเองมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
– มี willing to help และต้องใช้สกิลในการ engage ให้คนมาทำงานร่วมกัน
– สามารถ orchestrate environment ได้
– เข้าใจคนในบริบทของเขา (decode / sit in other shoes)
– สร้าง psychological safety ให้ทีมรู้สึก safe/belong มากพอจะกล้า raise concern โดยไม่ต้องซุกปัญหาไว้คนเดียว รวมถึงมี ownership ในงานที่ดูแลมากขึ้นด้วย

ปลายทางของสิ่งนี้คือการสร้าง impact จริง วัดได้จากว่าทีมได้รับการดูแลใส่ใจและได้รับการสนับสนุนหรือเปล่า
 

8. การคัดเลือกคนในยุค AI: หาคนมี Common Value มากกว่าหา “คนที่ใช่”

ตลาดงานและ selection process กำลังเปลี่ยนไป ต้องแยกให้ออกว่าตรงไหนควรใช้คน ตรงไหนควรใช้เครื่องมือ เพราะเดี๋ยวนี้ก็มีงานบางอย่างที่พนักงานเองก็ไม่อยากทำ ถ้า AI ช่วยทำได้ง่ายกว่าก็ควรใช้ตรงนั้น ส่วนเรื่องคน เราไม่สามารถหาคนที่ “ชอบและใช่” ได้ตลอดเวลา แต่ต้องหาคนที่มี common value ที่อยากเดินไปกับองค์กรด้วยกัน ช่วง integrate หรือ honeymoon period ของพนักงานใหม่สำคัญมาก ต้องเคลียร์ direction กับ purpose ให้ชัดเพื่อหา common ground และหัวหน้างานต้องตัดสินใจเรื่องความเหมาะสมให้เร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้เป็น test-and-try ไปเรื่อย ๆ 

  

9. WFH/เข้าออฟฟิศ ต้องตอบคำถาม “มาแล้วได้อะไร”

ต้อง set protocol engagement ร่วมกันทั้งหมด ไม่ใช่ปล่อยตาม nature ไปเอง ช่วงเริ่มต้นให้ทั้งหัวหน้าและลูกทีมเข้าออฟฟิศมาเจอกันก่อน แล้วถ้ามั่นใจค่อยปล่อยให้ WFH ได้ โดย monitor หรือนัดเจอกันบ้างในแต่ละสัปดาห์ และควรถามการมาเจอกันด้วยว่า “what’s the difference” คือ มาแล้วต้องได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งหัวหน้าและคนที่เข้าออฟฟิศ ถ้ามาแล้วนั่งเฉย ๆ ก็ WFH ดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง 

 

10. Change Management เมื่อ Project เปลี่ยนเพราะ AI

ต้องสร้าง environment, experience และ communicate เสมอ บอกตั้งแต่แรกว่าที่นี่เราจะเรียนรู้กันตลอดเวลา ควรบอก worst case ด้วยไม่ใช่ best case ว่าทำไมต้องเปลี่ยนให้คนได้เข้าใจ แต่ก็ต้องรู้ด้วยว่า คนต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง รู้ learning style ของน้องแต่ละคนด้วย บางคนไม่ชอบถูกส่งไปเรียน ชอบเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่าน YouTube มากกว่า เพื่อให้เขา keep learning และอาจต้อง guide ล่วงหน้าว่าต่อไปต้องรู้อะไรเพื่อไปถึงเป้า  เรามี readiness เตรียมให้เขาสำหรับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละ journey ด้วยไหม ยิ่งบริษัทเล็กที่ไม่มี span ยิ่งต้องทำเรื่องนี้   
  
เมื่อเป้าหมายเปลี่ยน หนทางเปลี่ยน การวัดก็ต้องวัดในแบบใหม่ ไม่ใช่รูปแบบเดิม และจะ over communicate ก็ไม่เป็นไร เพราะคนต้องใช้เวลา digest ต้องสื่อสาร as a journey ให้ทุกคนวางแผนสิ่งนี้เข้าไปอยู่ในงานของตัวเองได้ 

 

11. งานขาย: ส่วนที่ AI ยังแทนไม่ได้คือการสร้าง Trust

ในงานขายให้มอง workability ว่า AI เหมาะกับอะไร แล้วใช้ตรงนั้น แต่จะให้ AI ช่วยสร้าง trust/relationship/engagement ไม่ได้เลย คนเท่านั้นที่จะทำได้ 

 

12. HR จะ commit กับผู้บริหารต้องใช้ Data ไม่ใช่ความรู้สึก

HR ต้องตีโจทย์ให้ถูกว่าอะไรจะแก้ปัญหาให้องค์กรได้จริง แล้วเอาข้อมูลตลาดไปคุยกับผู้บริหาร โดยมี reference source และ benchmark จากอุตสาหกรรมเดียวกันว่า มีใครทำแล้วบ้าง สำเร็จหรือไม่สำเร็จ หรือใครเริ่มไปแล้ว เพราะสิ่งที่คนอื่นพูดว่าทำสำเร็จ กับสิ่งที่เขาทำจริงอาจไม่ตรงกัน จึงต้องเช็กให้ลึกกว่าคำพูด ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจช้าลงบ้าง แต่อาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า 

 
Leader กับ AI ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเราเองที่ต้องเป็น self-lead และ put individual ก่อน แล้วค่อยขยายไปสร้างคนรอบข้างให้ดีขึ้น ก่อนรวมกันเป็น ecosystem เดียวกันขององค์กร

 

5 สิ่งที่ผู้นำยุค AI ต้องลงมือทำ

คุณชุติมาสรุปเป็น 5 priorities ที่ผู้นำต้องลงมือทำ เพื่อให้สิ่งที่คุยกันเกิดขึ้นจริงในองค์กร

  1. Set Direction (กำหนดทิศทาง): สื่อสาร What & Why ให้ชัด ให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันว่ากำลังไปไหน และเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง
  2. Build Readiness (สร้างความพร้อม): ทำ AI Readiness Plan พัฒนาทักษะใหม่ (Reskill/Upskill) และตั้ง KPI ที่วัดความก้าวหน้าได้
  3. Enable People (สนับสนุนคน): ใช้ empathy เข้าใจความกังวลของพนักงาน ช่วยเอาอุปสรรคออก และทำให้ psychological safety เกิดขึ้นจริง
  4. Redesign Work (ออกแบบงานใหม่): แยกให้ชัดว่า process ไหนให้ AI ทำ และ process ไหนยังต้องใช้ human judgment
  5. Sustain Transformation (ขับเคลื่อนต่อเนื่อง): สื่อสารต่อเนื่อง ติดตามผลใกล้ชิด และปลูกวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน

ทั้ง 5 ข้อตั้งอยู่บนพฤติกรรมผู้นำที่เปลี่ยนไป จาก “ผู้รู้ทุกเรื่อง” เป็น Orchestrator ที่ดึงศักยภาพของแต่ละคนมารวมกัน (from Know it all to Learn it all) นำด้วย empathy มองคนเป็นรายบุคคลแทนการแปะป้ายตาม generation ใช้ AI เป็น partner ที่คืนเวลาให้คนไปทำงานที่มีคุณค่ามากขึ้น และยึด people-first โดยไม่กลัวการสื่อสารมากเกินไป เพราะช่วงเปลี่ยนผ่าน ถ้าสื่อสารน้อยไป ความกลัวจะเข้ามาแทนที่

ผู้นำที่ AI แทนไม่ได้ จึงไม่ใช่คนที่รู้มากที่สุดหรือตัดสินใจเร็วที่สุด แต่คือคนที่กำหนดทิศทาง สร้างความเชื่อมั่น เข้าใจคน และพาทุกคนเติบโตไปกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง

 

 

 

สรุป 12 ข้อคิดจาก Aware Dialogues EP.2 Leader x AI: ผู้นำที่ AI แทนไม่ได้

About Matana Wiboonyasake

Digital Marketing Executive | Aware Group

Uncategorized @th