‘เชียงใหม่ในม่านฝุ่น’ เข้าใจปัญหาของเมืองด้วยกัน

ครั้งหนึ่งในเดือนมีนาคม 2550  สถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นข่าวไปทั่วโลก เกิดกลุ่มหมอกควันปกคลุมหลายพื้นที่ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และในวันที่มีหมอกควันปกคลุมพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด กรมควบคุมมลพิษรายงานปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอนหรือ PM ที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ณ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ได้ถึง 383 ไมโครกรัมต่อปริมาตรอากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศไทยที่กำหนดไว้กว่า 3 เท่าตัว (ค่าเฉลี่ยในช่วง 24 ชั่วโมงกำหนดไว้ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ตอนนั้นนับเป็นสถิติสูงสุดของประเทศไทยเท่าที่ได้มีการตรวจวัด จนในรัฐบาลสมัยพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ประกาศให้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือเป็นวาระแห่งชาติ ผ่านมาถึงตอนนี้ 12 ปีพอดี

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร.มงคล รายะนาคร

ไฟไหม้ป่าบริเวณไฟดอยสุเทพ เมื่อเวลา 15.30 น.ถ่ายบริเวณสนามสมโภชน์เชียงใหม่เจ็ดร้อยปี ในวันที่ 25 มีนาคม 2550 ที่มา: oknation

ข้อมูลการเดินบัญชี (Transaction) ถูกเริ่มต้นสร้างขึ้น รายการจะแจ้งว่าตัวเลขทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่จำนวนเงินที่ถูกต้องที่มีอยู่ในบัญชีของ A ถูกส่งไปให้บัญชีของ B ที่แสดงจำนวนเงินที่มีอยู่เช่นกัน โอนเท่าไหร่ ตัวเลขขึ้นตามนั้น ตรงนี้ทำให้เราเห็นรายการทั้งหมดที่เป็นยอดบวกลบที่ถูกต้อง ทำให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับเรื่องที่มาของเงินได้ตลอด โดยทั้งหมดในรายการนี้จะถูกเก็บไว้ใน สมุดจดบัญชี (Public Ledger) แล้วส่งข้อมูลแบบที่ยังไม่ได้ยืนยันความถูกต้อง (Unconfirmed Transaction) ให้ผู้ใช้ทุกคน

เรื่องเก่าวนกลับมาใหม่ราวกับหาทางออกไม่เจอ

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่วนเวียนมาทุกปีช่วงปลายฤดูหนาวก่อนเข้าฤดูแล้ง (ต้นกุมภาพันธ์) ราวกับเป็นฤดูกาลหนึ่งของภาคเหนือ ชาวเชียงใหม่จำต้องยอมรับและจำทนกับสภาพอากาศอย่างนี้จนเรียกกันติดปากว่า ‘ฤดูหมอกควัน’ มานานกว่า 10 ปี ถ้าคุณอยู่ที่นั่นในช่วงเวลานี้ คุณสามารถวัดความหนาแน่นของกลุ่มหมอกควันด้วยตาเปล่า สิ่งที่เป็นความคุ้นชินของชาวบ้าน คือ วัดจากการมองเห็นพระธาตุดอยสุเทพฯ วันที่อากาศดีหากคุณมองไปที่ยอดดอย คุณจะพบว่า วัดพระธาตุดอยสุเทพสามารถมองเห็นได้จากที่ไกลๆหลายๆที่ แต่วันนี้ ‘ดอยสุเทพจางหายไปแล้ว’ จากท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้าตอนนี้กลายเป็นท้องฟ้าสีส้ม

สภาพท้องฟ้าจากสะพานนวรัตน์ มุ่งหน้าไปทางดอยสุเทพฯ ภาพจากข่าว innnews.co.th วันที่ 30 มีนาคม 2562

ปัจจุบันหมอกควันที่มีค่าฝุ่นละอองในอากาศหนาแน่นอยู่เหมือนเดิม ทั้งค่า PM10 และมีค่าPM2.5 สูงเกินมาตรฐานปกคลุมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง ทุกปีมีแต่จะรุนแรงขึ้น สาเหตุที่เรารับรู้ทั่วไปเกิดจากมลภาวะทางอากาศจากยานพาหนะ การไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่เหมาะสมและเพียงพอต่อชาวบ้านทำให้ทุกบ้านต้องมีรถส่วนตัวใช้ การขยายตัวของเมือง ความเชื่อเดิมๆของชาวบ้านและเกษตรกรในการเผาทำลายใบไม้ในบริเวณบ้าน ไปจนถึงการลักลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ และการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทางการเกษตรของคนพื้นที่ ทำให้เกิดการสะสมของกลุ่มควันเป็นจำนวนมาก ประกอบกับกระแสลมมีกำลังอ่อนตัวช่วงต้นปีไม่สามารถพัดกลุ่มควันที่สะสมอยู่ให้ระบายออกจากพื้นที่ที่เป็นเหมือนแอ่งกระทะได้ จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนโดยทั่วไป

สาเหตุสำคัญที่เป็นปัญหาที่สุดในตอนนี้คืออะไร?

ข้อมูลจากหลายแห่งระบุว่าปัญหาใหญ่เกิดจาก ‘การเผาไร่ข้าวโพด’ ที่เกิดในที่โล่งทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม กินพื้นที่รวมแล้วขนาดหลายแสนไร่ขึ้นไป โดยปกติแล้วบนพื้นที่สูงของภาคเหนือหลายจังหวัดรวมถึงเชียงใหม่ บริเวณส่วนยอดของเทือกเขายังคงเป็นป่าไม้ธรรมชาติ พื้นที่ขนาดใหญ่ถัดมาเป็นที่ดินที่ถูกใช้ในการทำไร่ข้าวโพด ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยในพื้นที่ป่ามีปริมาณลดลงกว่า 14,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนพื้นที่ทางการเกษตรนั้นกลับเพิ่มขึ้นเกือบ 13,000 ตารางกิโลเมตร

‘การเผาไร่ข้าวโพด’ จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาหมอกควัน เพราะข้าวโพดถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสำหรับสัตว์แทนที่เศษข้าวหักเนื่องจากมีราคาถูกกว่า เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของจำนวนประชากรในประเทศไทยเพิ่มตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บวกกับความต้องการในการบริโภคเนื้อสัตว์ของคนไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก ทำให้การปลูกข้าวโพดจึงต้องขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย

คุณอาจสงสัยว่าจะปลูกข้าวโพดแล้วทำไมต้องเผา? เพราะหลังเก็บเกี่ยวข้าวโพดเสร็จ ชาวไร่ต้องรีบกำจัดซากไร่ ตอซังข้าวโพด ฯลฯ แต่ด้วยวิธีการที่ง่าย รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนที่สุดคือ การเผาทิ้ง ในช่วงระยะเวลา 10 ปี (2549-2558) จังหวัดแม่ฮ่องสอนพบการเผาไหม้ซ้ำตำแหน่งเดิมมากที่สุด รองลงมาคือจังหวัดตาก เชียงใหม่ และน่าน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆเดิมๆวนอยู่อย่างนี้ทุกปี

ข้อมูลจาก สรุปผลโครงการวิจัย “การติดตามตรวจสอบการเผาในที่โล่งในภาคเหนือของประเทศไทยฯ”

ลำพังแค่การเผาไร่ข้าวโพดในภาคเหนือสร้างวิกฤตได้หรือ?

หากเรื่องนี้เกิดขึ้นแค่ภายในประเทศ ฤดูหมอกควันอาจกินเวลาไม่ถึง 2-3 เดือน แต่ต้นตอใหญ่คือการเผาที่เกิดจากเกษตรพันธสัญญาที่ทุนข้ามชาติเข้าไปส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งต่อไปขายยังประเทศจีน (คลิกอ่านต่อได้ที่นี่) ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ อย่างไรก็ตาม มิตินี้ยังไม่ได้รับการพูดถึงเท่าที่ควร

หากพิจารณาสถิติการเกิดฮอตสปอต (Hotspot) ซึ่งเป็นจุดที่มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงกว่าพื้นที่ทั่วๆไปจากภาพถ่ายดาวเทียม แม้บริเวณที่เป็นจุดฮอตสปอตจะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นจุดที่เกิดไฟป่า เป็นจุดที่มีศักยภาพที่อาจจะเกิดไฟป่า หรือเป็นจุดที่มีการเผาทำลายวัชพืชเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก? แต่เป็นที่ยืนยันแล้วว่าจำนวนฮอตสปอตนั้นแปรผันตามมลพิษทางอากาศ ดังนั้น พื้นที่ที่มีจำนวนฮอตสปอตมาก หมายความว่าพื้นที่นั้นเป็นจุดกำเนิดของมลพิษทางอากาศสูงนั่นเอง

ภาพจุดฮอตสปอต ในวันที่ 3 เมษายน 2562 จาก asmc.asean.org

เมื่อพิจารณาสถิติย้อนหลังทั้งรายปีและรายเดือนพบว่า จำนวนและความหนาแน่นของฮอตสปอตในประเทศพม่า โดยเฉพาะในบริเวณที่ติดกับภาคเหนือของประเทศไทย คือในบริเวณพื้นที่รัฐฉาน* มีจำนวนฮอตสปอตสูงกว่าบริเวณภาคเหนือของไทยอย่างมีนัยสำคัญ และมีจำนวนมากกว่า 2 เท่าของจำนวนฮอตสปอตที่เกิดในประเทศไทยแทบทุกปี ข้อมูลนี้อาจทำให้พออนุมานได้ว่า หากเราแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จระดับที่ไม่มีฮอตสปอตเกิดขึ้นเลยในประเทศไทย เราก็จะลดสาเหตุได้แค่ไม่เกินหนึ่งในสามเท่านั้นเอง

*ในปี 2557 ข้อมูลจากทางการของรัฐฉานระบุว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพดในเขตฉานเหนือและฉานใต้รวม 460,000 เอเคอร์ (1.15 ล้านไร่) แต่ในรายงานของวู้ดส์ระบุว่าจำนวนเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่บริษัทจำหน่ายแปรกลับไปเป็นพื้นที่ปลูกได้ประมาณ 750,000 เอเคอร์ (1.875 ล้านไร่) และพบว่าในรัฐฉานมีการบุกรุกพื้นที่ป่าสูงที่สุดในประเทศพม่า คนในพื้นที่ยังต้องพึ่งพาเกษตรพันธสัญญา เนื่องจากไม่มีต้นทุนในการยังชีพมากนัก ด้วยเหตุนี้หมอกควันที่เกิดจากการเผาป่าเพื่อทำกิน (เป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำสุด) จึงยังคงมีอยู่ต่อไปในรัฐฉานต่อไป

 ข้อมูลจาก  TCIJthai.com

สถิติย้อนหลังทั้งรายปีและรายเดือนพบว่าจำนวนและความหนาแน่นของฮอตสปอตในประเทศพม่าสูงกว่าบริเวณภาคเหนือของไทยอย่างมีนัยสำคัญและมีจำนวนมากกว่า 2 เท่าของจำนวนฮอตสปอตที่เกิดในประเทศไทยแทบทุกปี
ที่มา TCIJthai.com

ชาวเชียงใหม่อยู่กันอย่างไร?

จากเรื่องระดับจังหวัดกลายเป็นวาระแห่งชาติที่แก้ไขไม่ได้กว่า 12 ปี กระนั้นก็ตาม ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่หน้ากากกันฝุ่นประเภท N95 เป็นหนึ่งในรายการของใช้จำเป็นของคนกรุงเทพฯ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 แต่สำหรับคนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เอง การตื่นตัวเพื่อรับมือกับปัญหายังมีไม่มากนัก แม้ว่าในตัวจังหวัดผู้คนส่วนใหญ่จะใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 แต่ในขณะเดียวกันผู้คนที่อาศัยอยู่ต่างอำเภอยังไม่ได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นและไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับชนิดหน้ากากที่จำเป็น นอกจากนั้นพวกเขายังไม่คุ้นชินกับการใส่หน้ากากและยังมองว่าเป็นเรื่องน่าอายที่จะต้องใส่ตลอดเวลาที่ออกไปข้างนอก

ในส่วนของการเคลื่อนไหว มีประชาชนหลายกลุ่มออกมาพยายามเรียกร้องหน่วยงานราชการให้เร่งดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฝุ่น เพื่อที่จะช่วยหยุดหรือบรรเทาวิกฤตนี้ให้ได้ บางกลุ่มออกมาระดมทุนหาเงินเพื่อซื้อหน้ากากแจกให้คนในพื้นที่ห่างไกลพร้อมให้ความรู้ หลายโรงเรียนมีการจัดซื้อเครื่องกรองอากาศมาติดไว้ที่โรงเรียน เรียกได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ทราบข่าวพยายามช่วยเหลือตัวเองและคนรอบข้างให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้

นอกจากนั้นยังมีกลุ่มคนที่สร้างระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศภาคประชาชน “People AQI” ใช้เอง โดยมีไฮไลท์คือ Dust Boy อุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศและรายงานผลด้วย PM2.5 AQI แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ทุกคนที่ทราบข่าวสามารถเตรียมตัวรับมือกับมลพิษทางอากาศได้อย่างถูกต้อง ถือว่าเป็นครั้งแรกและเมืองแรกของโลกที่ภาคประชาชนร่วมมือกันสร้างระบบเฝ้าระวัง วัดและเตือนภัยคุณภาพอากาศด้วยตัวเองโดยใช้ค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)

การรายงานผลคุณภาพอากาศที่รวมการคำนวน PM2.5 บนเว็บไซต์ //www.cmuccdc.org แบบเรียลไทม์ ต่างจากของกรมควบคุมมลพิษที่รายงานแค่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และไม่รวม PM2.5

การรับมือของภาครัฐ

ระยะแรก ระหว่างวันที่ 12-14 ก.พ. 2562 เกิดการเผาในพื้นที่ทั้ง จ.เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง และมีการเผาไร่อ้อยในทางตอนล่างของภาคเหนือ ลมฝ่ายใต้ได้พัดกลุ่มควันเข้ามารวมตัวในพื้นที่ จ.ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ มีผลทำให้ปริมาณฝุ่นควันสะสมจนเกินค่ามาตรฐานในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน จ.เชียงใหม่จึงได้ออกประกาศห้ามการเผาทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. จนสถานการณ์คลี่คลายดีขึ้น

 

ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 12-17 มี.ค. 2562 มีสาเหตุจากการเผาป่าทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ประกอบกับมีความกดอากาศสูงกำลังอ่อนปกคลุมพื้นที่และมีแนวลมฝั่งตะวันตกพัดพาฝุ่นควันนอกประเทศเข้ามา ภาวะหมอกควันจึงตกค้างในพื้นที่จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน จ. เชียงใหม่จึงจัดกองกำลังผสมออกลาดตระเวนเพิ่มเติม เพื่อป้องกันปราบปรามการลักลอบเผาป่า และจับกุมผู้กระทำความผิด รวมทั้งจัดหน่วยฉีดพ่นละอองน้ำสร้างความชุ่มชื้นในอากาศในบริเวณพื้นที่นครเชียงใหม่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 25 อำเภอ จัดรถน้ำฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศเพิ่มเป็น 3 ช่วง คือ 06.00 น., 09.00 น. และ 14.00 น. และขอความร่วมมือภาคเอกชนที่มีอาคารสูงช่วยฉีดพ่นละอองน้ำบนยอดตึกเพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ

นอกจากนี้เพิ่มการสร้างการรับรู้เรื่องการป้องกันตัวเองจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยหน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) และ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม) ออกรณรงค์ให้ความรู้พร้อมแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง

 

ระยะที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. จนถึงขณะนี้ สภาพอากาศภาคเหนือตอนบน มีแนวลมกำลังอ่อนพัดมาจากทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดพาฝุ่นควันจากทิศเหนือของประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาปกคลุมจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยพบว่ามีความหนาแน่นของปริมาณฝุ่นควันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนคุณภาพอากาศเข้าสู่ภาวะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม จ. เชียงใหม่จึงได้เริ่มผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ นำรถบรรทุกน้ำฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศทุกชั่วโมง และประสานการประปาส่วนภูมิภาค และสถาบันการอาชีวะศึกษาติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำบริเวณสะพานนวรัฐ ซุ้มประตูท่าแพ บริเวณคูเมือง และลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศให้ครอบคลุมบริเวณมากขึ้น ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยดูแลสุขภาพของประชาชน โดยแจกหน้ากากอนามัยชนิดป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก ไปแล้วมากกว่า 1.2 ล้านชิ้น และให้อำเภอทุกแห่งเพิ่มความเข้มข้นในการป้องกันการเผาป่าอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มการตรวจตรา ลาดตระเวนและจับกุมดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังจัดให้มี Safety Zone ที่อาคาร SME ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา เพื่อใช้เป็นศูนย์พักพิงสำหรับประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็ก และผู้สูงอายุ ได้พักอาศัยในห้วงที่มีสภาพฝุ่นควันหนาแน่นรุนแรง

ข้อมูลจาก Thaipbs.com

การเผยแพร่ข้อมูลเรื่องมลพิษทางอากาศ

จังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาหมอกควันมานานกว่า 10 ปี มีการใช้ทั้ง “ดอยสุเทพ index” หรือการวัดด้วยตาว่า ดอยสุเทพอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่นั้นจางหายไปในม่านฝุ่นควันมากน้อยแค่ไหน และในภาคส่วนของสาธารณสุขเองก็มีการประเมินคุณภาพอากาศด้วยสายตาเช่นกัน แต่นั่นไม่เพียงพอ ประชาชนต้องการข้อมูลที่ชัดเจนถึงที่มาที่ไปและผลจากการวัดคุณภาพอากาศ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การประชาสัมพันธ์สร้างการตระหนักรู้ไปให้ถึงประชาชนทุกคน เพื่อที่จะนำพวกเขาไปสู่การป้องกันสุขภาพ เข้าใจ และร่วมคิดการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ตรงจุดยิ่งขึ้น รวมทั้งควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมประชุมและแสงความคิดเห็นในการรับมือกับสถานการณ์รุนแรงนี้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนได้

 

สำหรับภาครัฐแล้ว แม้จะมีการร่วมมือกับเอกชนบูรณาการการแก้ปัญหาอย่างเอาจริงเอาจัง มีการณรงค์อย่างต่อเนื่องทุกปี ทั้งมาตรการลงโทษผู้ที่เผาป่า ผู้เตรียมปรับพื้นที่ทำการเกษตรด้วยการเผาเศษวัสดุเหลือใช้และวัชพืช และมาตรการส่งเสริมให้มีการรักษาป่า ปลูกป่า และอื่นๆอีกมากมาย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาภายในชาติ แต่ต้องร่วมกันแก้ในระดับภูมิภาค เพราะแม้ว่าเราจะเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการกับควันพิษที่มีในท้องถิ่นได้ดีเพียงใด แต่หากต้นกำเนิดของมลพิษทางอากาศยังคงมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เราคงไม่สามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือในการแก้ปัญหาแบบร่วมด้วยช่วยกัน และพยายามหาทางออกร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทความนี้ต้องการส่งต่อเรื่องราวที่มีผลกระทบต่อเพื่อนๆ พี่น้องและครอบครัวของเราในภาคเหนือ ในฐานะที่ Aware เกิดและเริ่มต้นธุรกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ เมืองนี้เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ของเรา ที่ต้องการความรักและการดูแลเหมือนกับบ้านหลังอื่นๆ เราจึงอยากร่วมรณรงค์เรื่องวิกฤตฝุ่นของเชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆในภาคเหนือนี้ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงปัญหาและพยายามผลักดันเรื่องราวออกไปให้ผู้คนได้เข้าใจมากขึ้น และรับรู้ว่าจะไม่ได้เป็นแค่ปัญหาที่มาแล้วผ่านไปเหมือนทุกๆปี แต่ผู้คนควรใส่ใจและมองเห็นถึงปัญหาที่แท้จริงไปพร้อมๆกัน

 

#ฝุ่นเหนือ

#ฝุ่นละอองPM25

#วิกฤตฝุ่นเชียงใหม่

#ฝุ่นเชียงใหม่

Tags

Related articles

Shopify Thailand | เจาะลึก Agentic Commerce โอกาสใหม่บนช่องทางขายผ่าน AI ที่โตขึ้น 13 เท่า! 

เมื่อ AI กลายเป็นจุดค้นพบสินค้าใหม่ บทความนี้อธิบาย Agentic Commerce บน Shopify ทำงานยังไง กระทบธุรกิจแค่ไหน และต้องเตรียมอะไรก่อนใคร

Read more

โรงพยาบาลเชียงคำยกระดับความพร้อมด้วย CrowdStrike โดย Aware Group 

กรณีศึกษาโรงพยาบาลเชียงคำยกระดับ Cyber Security ด้วย CrowdStrike Falcon โดย Aware Group พร้อมบทเรียนสำหรับโรงงานและองค์กรที่หยุดไม่ได้

Read more

ควรรู้อะไรก่อนเตรียมตัวสอบ Claude Certified Architect – Foudations Certification

คุณบอม นพดล Technical Director ของเรา รวบรวม tips การเตรียมตัวสอบ Claude Certified Architect – Foundations Certification (CCA-F) มาให้แล้ว ตั้งแต่การบริหารเวลาในห้องสอบ ไปจนถึง Anthropic’s Way ที่ต้องเข้าใจให้ถูกก่อนตอบ

Read more
Contact us

Let's Talk Solutions

Don’t face obstacles alone – tell us about your needs. We’ll listen, suggest options, and together build technology to accomplish your goals.

Guaranteed Follow-Up — Within One Business Day

No chasing. No hassle. It’s easy.

Schedule a Free Consultation
General Form